พุทธศาสนาปฏิบัติอย่างไร


พุทธศาสนาปฏิบัติอย่างไร

* * * * * * * * *

พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน
* * * * * * * * *

"... แต่ละคนจะต้องการอะไร ก็ต้องการความสุข... ความสุขและความสงบนั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยตนเอง... อันนี้เป็นข้อที่สำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา... "

*****

"... เวลาพูดถึงปริยัติข้อใด เอามาคิดว่า ท่านหมายความว่าอย่างไร แล้วมาดูที่จิตใจของเราว่ามันตรงหรือไม่... อันนี้ก็หมายความว่า เป็นการปฏิบัติ... "

*****

" ...สมาธินั้นเราอาจจะได้เป็นเวลาพียงครึ่งวินาที มันก็เป็นสมาธิแล้ว แต่ว่าเป็นสมาธิที่อ่อนมาก แต่ก็เป็นสมาธิข้อสำคัญที่จะต้องได...สมาธินี้ถ้าเราเอามาใช้... ก็จะมาเห็นใจของเรา... และก็ใจนี้ทำให้เรามีความสุข มีความทุกข์... คือหมายความว่า แม้แต่มีความสุข ก็ทำให้มีความทุกข์ต่อไปได้"

*****

“พระพุทธเจ้าให้เราศึกษาก็คือ ศึกษาให้เห็นว่า ทุกข์นั้นมันมาจากไหน ให้รู้ว่าทุกข์เป็นอย่างไร จะเห็นว่าทุกข์ ก็ต้องมีการไม่ทุกข์ก็ได้ เมื่อมีการไม่ทุกข์ ก็มีการหมดทุกข์ได้ มีการหมดทุกข์ได้แล้ว ก็เห็นได้ว่ามีทางจะหมดทุกข์ อันนี้ ท่านเรียกว่า อริยสัจ”

*****

“ความจริงปฏิบัติพระพุทธศาสนาตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่ของยาก แต่ละคนทำได้ทั้งนั้น แต่ว่าก็จะต้องมีความตั้งใจ”

* * * * *

พระราชทานแก่คณะผู้แทนพุทธสมาคมทั่วประเทศที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

เนื่องในวโรกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิตาลัย

วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.. 2523

*****

ความว่า...

          ในโอกาสที่ผู้ที่เป็นผู้สนใจในพระพุทธศาสนา เป็นสมาชิกของพระพุทธศาสนา และสมาคมเครือทางพุทธศาสนา และผู้ที่สนใจอื่นๆ ที่ได้มาประชุม เพื่อปรึกษาหารือ ในปัญหาของพุทธศาสนา ในทุกด้าน ได้มาให้พรในโอกาสคล้ายวันเกิด ที่เป็นสิ่งที่ทำให้ปลาบปลื้ม และจะทำให้มีความรู้สึกกังวลใจอยู่บ้างว่า ท่านนายกพุทธสมาคมได้ยกยอปอปั้นอย่างมากว่า เป็นผู้ที่ปฏิบัติพุทธศาสนาอย่างชำนิชำนาญ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ลำบากที่จะรับ แต่ก็ได้ขอให้ให้โอวาท

          ข้อแรก เนื่องจากที่ได้กล่าวว่า ท่านทั้งหลายหวังในบารมี ให้ปกเกล้าบ้านเมืองนั้น ก็เป็นอย่างหนึ่งที่น่าคิด เพราะว่าบ้านเมือง ประกอบด้วยบุคคล และแต่ละบุคคล จะต้องทำด้วยตนเอง ตามหลักของพระพุทธศาสนา แต่ละคนจะต้องการอะไร ก็ต้องการความสุขคือ ความสงบและความสุขและความสงบนั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยตนเอง ฉะนั้น ที่จะให้คนอื่นมาปกป้องรักษา ก็เป็นสิ่งที่ยากถ้าตัวเองไม่ทำ อันนี้ เป็นข้อที่สำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา  แต่การที่จะอาศัยคนอื่น ก็อาศัยได้ โดยดูผู้อื่นที่ปฏิบัติดีชอบ และคอยฟังสิ่งที่ผู้อื่นที่เราเห็นว่าปฏิบัติดีชอบได้พูดได้แนะนำ ดังนี้ ก็เป็นสิ่งที่อาศัยผู้อื่นได้ ฉะนั้น ก็จะต้องมีการพิจารณา ของตัวเองว่า ผู้ที่น่าที่จะดูการปฏิบัติ หรือฟังข้อแนะนำ ในการปฏิบัติและทำตาม อันนี้ เป็นสิ่งที่ช่วยให้บุคคล ได้บรรลุถึงความสำเร็จความสุขได้ อันนี้ก็ได้ชี้แจง ตามที่ได้กล่าวมาเมื่อตะกี้

          มาถึงปัญหาของพระพุทธศาสนา เป็นสิ่งลำบากที่สุด ที่จะเห็นพระพุทธศาสนา และที่จะเห็นประโยชน์ ของพระพุทธศาสนา เพราะแต่ละคน ก็มีกายและใจของตัว แต่ละคน มีความรู้ หรือปฏิปทาของตัว แล้วแต่ภูมิแต่ขั้น การที่จะปฏิบัติ ตามพระพุทธศาสนานั้น ย่อมจะเป็นแล้วแต่บุคคล แล้วแต่สภาพของตัว ฐานะนี้ไม่ได้หมายถึง ฐานะทางการเงินการทอง หรือความเป็นอยู่ แต่หมายถึง ฐานะของจิตของแต่ละคน ฉะนั้น ถ้าว่าไป พุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ลุ่มลึก ที่ลำบากที่จะสั่งสอน หรือที่จะเรียน เพราะว่า แต่ละคนจะต้องทำตามฐานะของตัว หรือจะว่าได้ว่า พุทธศาสนามีหลายชนิด แต่ละคนก็มีพุทธศาสนาของตัว ฉะนั้น การที่จะสั่งสอน การที่จะชี้แจง การที่จะฟัง การที่จะเรียนพุทธศาสนานั้น จะต้องพยายามที่จะทำด้วยตนเอง

          มาพูดถึงหน้าที่ของแต่ละคน หรือหน้าที่ของแต่ละสมาคม ที่สนใจพระพุทธศาสนา ก็มีมากมาย เพราะจะต้องแบ่งพุทธศาสนานี้ ออกเป็นหลายสาขาหรือด้าน ด้านหนึ่งก็คือ เรื่องของสังคม คนเรามีความว้าเหว่ใจ ก็จะมองหาเพื่อนฝูง ที่จะเข้าหากัน และได้มีการสังสรรค์ ได้มีการปรึกษาหารือ เพื่อที่จะหาทางที่จะบรรเทาความเดือดร้อน ความขุ่นใจ ที่มีความลำบากใจ ลำบากกาย จึงได้ตั้งขึ้นมาเป็นสมาคม เป็นชมรม เป็นกลุ่ม เป็นชุมนุม ซึ่งมีจุดประสงค์ ที่จะศึกษาพระพุทธศาสนา บางทีก็เรียกว่า พุทธสมาคม บางทีก็เรียกว่า ชุมนุมพุทธศาสตร์ บางทีก็เรียกว่า ชุมนุมพระพุทธศาสนา เป็นต้น เมื่อมีชื่อหลายๆ ชื่อ ก็เข้าใจได้ว่า มีจุดประสงค์หลายๆ จุดประสงค์ จุดประสงค์แรกคือ การศึกษาพุทธศาสนานั้น มีการศึกษาได้อีกหลายทาง ศึกษาประวัติของพุทธศาสนา ศึกษากลไกของพุทธศาสนา และศึกษาประโยชน์ของพุทธศาสนาต่อสังคม และในที่สุด ก็มีการศึกษาเพื่อปฏิบัติธรรม แม้การปฏิบัติธรรมนั้นเอง ก็มีหลายวิธีหลายสาย บางคนก็เห็นว่า การปฏิบัติหาความสงบอย่างเดียว ก็จะพบทางของความสุข บางคนก็บอกว่า ทำอย่างนั้นไม่พอ จะต้องหาความสงบ แล้วก็จะหาความรู้พิเศษต่างๆ เช่น ให้เห็นทะลุกำแพงได้ ให้เห็น ให้ฟัง และให้รู้ถึงจิตใจของผู้อื่นได้ บางคนก็ปฏิบัติ เพื่อให้เห็นความจริงคือ ความไม่ยั่งยืนของร่างกาย หรือความไม่ยั่งยืนของสิ่งทุกอย่าง ที่มีอยู่ในโลก ฉะนั้น วิธีที่จะปฏิบัติ อีกหลายต่อหลายทาง ที่กล่าวอย่างนี้ ก็จะให้แสดงถึงว่า แต่ละคนมีความคิดของตัว มีแนวทางของตัว จึงศึกษา หรือปฏิบัติศาสนาต่างกันทั้งนั้น

          ถ้าพูดถึงการปฏิบัติธรรม หรือการปฏิบัติศาสนา เพื่อสังคม เราเห็นสังคมมีความวุ่นวาย เราเห็นว่า ประเทศชาติมีอันตราย ที่จะเข้ามากล้ำกราย เราก็เกิดเป็นห่วง เป็นห่วงทำไม ก็เพราะว่ารู้ว่า ถ้าสังคมวุ่นวาย ตัวเราเอง ก็เป็นอันตราย เพราะไม่มีความปลอดภัย ถ้าเห็นว่า ประเทศชาติอยู่ในอันตราย ก็เช่นเดียวกัน เราก็รู้สึกตัวเราเอง จะต้องประสบภัย ฉะนั้น เราจึงพยายามแก้ปัญหาของสังคม แล้วก็ดูข้างนอก ก็มีการฆ่ากัน มีการลักขโมยกัน มีการปล้นกัน มีการแก่งแย่งชิงดีกัน มีการให้มีทุจริตต่างๆ เราก็อยากที่จะระงับ หรือลดหย่อน ไม่ให้มีความยุ่งยาก ดังนั้น จึงมาประชุมกัน ปรึกษากัน ก็ทำกิจการซึ่งจะเรียกว่า การสังคมสงเคราะห์ มากกว่าจะเป็นการปฏิบัติศาสนา แต่ก็เป็นส่วนหนึ่ง ของการปฏิบัติศาสนา คือ การสงเคราะห์ การสงเคราะห์ต่างๆ เหล่านี้ จะทำได้ต่อเมื่อตัวเองดี ก็ต่อเมื่อตัวเองมีความสามารถ แต่ถ้าสงเคราะห์คนอื่นโดยมีรากฐาน หรือหลักการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง ในการสงเคราะห์อย่างนั้น ก็อาจจะทำให้มีอันตรายเพิ่มขึ้นได้เหมือนกัน

          ฉะนั้น การที่จะสงเคราะห์ จะต้องขัดเกลาตัวเองเสียก่อน จะต้องรู้จักตัวเองเสียก่อน จะต้องสร้างความดีในตัวเองเสียก่อน ถึงจะสงเคราะห์ผู้อื่นได้

          ทั้งนี้ก็จะเห็นได้ว่า ถ้าเรามีจุดประสงค์ที่จะตั้งเป็นกลุ่มพุทธศาสนา เพื่อแก้ไขสังคม หรือแก้ไขภายนอก ก็จำต้องศึกษาตัวเองก่อน

          ถ้าจะเป็นการชุมนุมกัน หรือรวมกลุ่มกัน เพื่อศึกษาพุทธศาสนา หรือที่เรียกว่า พุทธศาสตร์ มาใช้คำว่า พุทธศาสตร์ ก็อาจจะเพราะว่า อยากจะให้ดูเป็นว่า พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่ง เป็นวิชาแขนงหนึ่ง ซึ่งจะต้องมาศึกษา และมาวิจัย มาศึกษา เพื่อที่จะให้ตั้งเป็นตำรา ทำอย่างนั้น ก็มีประโยชน์เหมือนกัน เพราะว่า เป็นการประมวลคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อที่จะให้ผู้อื่น สามารถที่จะได้ประโยชน์ อย่างที่สะดวกที่สุด จึงทำเป็นการแปลบ้าง การประมวลบ้าง การถกเถียงมีการอภิปรายบ้าง การทำสิ่งเหล่านั้น ถ้าทำด้วยจุดประสงค์ที่ดี และด้วยความสามารถ ก็ย่อมมีประโยชน์

          แต่ว่าถ้ามีการศึกษาวิจัยพุทธศาสตร์ เพื่อที่จะเหมือนเพื่อสร้างตำราใหม่ อันนั้นก็ไม่ชอบ เพราะว่า ตำรามีอยู่แล้ว

          ตำราคือ คำสั่งสอนต่างๆ ของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระไตรปิฎก และในอรรถกถาต่างๆ มีครบถ้วน มีจนบอกได้ว่า มีมากเกินความจำเป็นของแต่ละบุคคล แต่ว่าที่ต้องมีมากเพราะว่า อย่างที่กล่าวไว้ว่า แต่ละคนมีฐานะของตัว แต่ละคนก็จะได้เลือกได้ การศึกษาดังนี้ เรียกได้ว่า เป็นการศึกษาปริยัติ  ปริยัตินั้นก็คือ หลักการต่างๆ ที่เป็นตำรานั้นเอง การศึกษาปริยัติ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาพุทธศาสนา เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมาย ที่สมาชิกสมาคมต่างๆ ในทางพุทธศาสนา ที่จะได้สนใจ

          ปริยัตินี้มีการศึกษาได้ด้วยจุดประสงค์ต่างๆ กันเหมือนกัน เช่น ศึกษาปริยัติ เพื่อที่จะมาถกเถียงกัน อาจจะเป็นการทะเลาะกันด้วยซ้ำ  อันนี้ก็อาจจะไม่ค่อยได้ประโยชน์นัก แต่ว่ามีการทำกันมาก ข้อนี้คนนี้พูดว่าเป็นอย่างหนึ่ง อีกคนก็แย้งว่าไม่ใช่อย่างนั้น ก็ถกเถียงทะเลาะกัน บางทีหน้าดำหน้าแดง จนกระทั่งเป็นศัตรูกันก็มี อย่างนั้นเท่ากับได้ศึกษาปริยัติมาสำหรับทะเลาะกัน สำหรับมาหาความไม่สงบ จึงเป็นการศึกษาที่อาจจะไม่ค่อยได้ประโยชน์นัก เพราะว่าเป็นการศึกษา เพื่อมาโอ้อวดกัน เป็นการศึกษาเพื่อจะมาทะเลาะกัน เอาดีกัน ก็หมายความว่า เป็นการยึด เป็นมานะที่แรง ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับจุดประสงค์ของพระพุทธศาสนา

          มีผู้ที่ศึกษาปริยัติของพระพุทธศาสนานี้ ก็สำหรับเก็บเอาไว้ ท่านเรียกว่า ศึกษาพระปริยัติเป็นขุนคลัง คือ หมายความว่า เก็บ… เก็บ… เก็บเอาไว้ เก็บเอาไว้ เพราะอยากเก็บ อันนี้เป็นวิธีอย่างหนึ่ง ที่อาจจะไม่ค่อยได้ประโยชน์นัก แต่ก็ยังดีกว่าที่จะศึกษาปริยัติมาสำหรับทะเลาะกัน เพราะว่าการทะเลาะกันนั้น ทำให้เกิดความไม่สงบ ทำให้เกิดความรุนแรง ทำให้เกิดแตกแยกกัน ทำให้เกิดทิฐิมานะในตัวเอง ไม่เห็นสว่าง

            การที่จะศึกษาปริยัติเพื่อเป็นขุนคลังนั้น ก็ไม่ได้ประโยชน์นัก และอาจจะเสียอยู่ที่ว่า เท่ากับเราเป็นผู้เก็บของโบราณ เราเป็นเหมือนคนที่สะสม เพราะว่าเรารักเราชอบ มันก็เป็นโลภ หรือเป็นราคะก็ได้ ไม่เป็นสิ่งที่จะขัดเกลาให้เรามีความสบายแต่ประการใด อาจจะมีความพอใจว่า ปริยัติเยอะแยะ มันสนุกดี หรือมันน่าชื่นชม แต่ก็เป็นสุขชั่วแล่น ฉะนั้น การศึกษาปริยัติเพื่อที่จะเก็บไว้เฉยๆ นั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ได้ถึงจุดประสงค์ และอาจจะนำไปสู่ความเดือดร้อนบ้างเหมือนกัน เพราะว่า เราเรียนปริยัติ เราสะสมปริยัติ บางทีก็ลืมบ้าง ก็เกิดโทมนัสว่า เอ… ข้อนี้เราลืมไปเสียแล้ว มันหายไปเสียแล้ว เพราะว่า เราเรียนเราจำมันย่อมลืมได้ โดยเฉพาะอย่างที่ผู้เคยจำได้ และเดี๋ยวนี้จำไม่ได้ ก็เดือดร้อนกลุ้มใจ ความกลุ้มใจนั้น ก็ไม่รู้จะไปแก้ไขอย่างไร เพราะว่าลืมเสียแล้วว่า ท่านแก้อย่างไร ลืมปริยัติว่าเวลากลุ้มใจท่านแก้ด้วยอะไร เมื่อลืมไปก็กลุ้มใจ ยิ่งกลุ้มก็ยิ่งกลุ้มว่า กลุ้ม ก็นับว่าเรียนปริยัติอย่างนั้น เพื่อเก็บไว้เฉยๆ ก็ไม่สู้จะดี

          การศึกษาปริยัติก็มีอีกอย่างหนึ่ง คือ ศึกษาปริยัติแล้วที่เรียกว่าปฏิบัติ  เวลาฟังปริยัติหมายความว่า คำสั่งสอนใดๆ อ่านคำสั่งสอนใดๆ มาแล้วก็มาคิด มาคิดให้เข้าใจ มาคิดให้รู้ มาคิดให้แจ้ง อันนี้แหละเรียกว่าปัญญาก็ได้ เวลาพูดถึงปริยัติข้อใด เอามาคิดว่า ท่านหมายความว่าอย่างไร แล้วมาดูที่จิตใจของเราว่ามันตรงหรือไม่ มีเหตุอย่างนั้น มันตรงไหม ที่ท่านสอน อันนี้ก็หมายความว่า เป็นการปฏิบัติ  ฉะนั้น ถ้าเราเรียนปริยัติมาข้อใด แล้วมีเวลาเมื่อใด ก็มาพิจารณาถึงข้อปฏิบัติ ในระหว่างที่ยังไม่ได้ลืมคำสั่งสอนนั้น มาดูจิตใจของเรา การดูจิตใจนี้ก็คือ การปฏิบัติ ไม่ต้องมีอย่างอื่น การดูจิตใจนั้นอย่างเดียว เป็นการปฏิบัติ  ฉะนั้น ถ้าเรียนปริยัติ หรือได้ฟังปริยัติ ได้เห็นปริยัติโดยการอ่าน ได้รู้สึก ปริยัติหมายความว่า ได้ไปที่ไหน ได้เห็นโลกเป็นอย่างนั้นๆ นั่นเป็นปริยัติทั้งนั้น เอามาพิจารณาว่า เวลาเราเจอสิ่งของเหล่านั้น ใจของเรารู้สึกอย่างไร นี้เป็นการปฏิบัติ และมาพิจารณาว่า ทำไมมันเกิดอย่างนั้น ก็เป็นการปฏิบัติ

          ถ้าหากว่าเมื่อฟังปริยัติ อ่านปริยัติ ประสมปริยัติ แล้วมาปฏิบัติคือดูที่ใจ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะว่าปริยัตินั้นลืมไปแล้ว แต่ใจที่สัมผัสและศึกษาอารมณ์ต่างๆ ไม่ลืม ไม่มีทางลืม เพราะว่าเห็นแล้ว เห็นว่าอะไรเป็นจริงแล้ว เมื่อเห็นจริงแล้วไม่มีทางลืม

          ฉะนั้น การปฏิบัตินั้นก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยมากพูดถึงปฏิบัติก็กลัวกัน เพราะว่าปฏิบัตินั้นมีวิธีต่างๆ แล้วก็โดยมากวิธีต่างๆ นั้น บรรยายกันมาว่า ต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้ ต้องทรมาน ต้องเหนื่อย ต้องเสียเวลามาก ไม่สามารถที่จะปลีกตัวออกมาปฏิบัติ

          ความจริงปฏิบัติพระพุทธศาสนาตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น ไม่ใช่ของยาก แต่ละคนทำได้ทั้งนั้น แต่ว่าก็จะต้องมีความตั้งใจ

          เมื่อเราอยากที่จะปฏิบัติธรรม  มีความอยากแล้วก็หมายความว่าเรายินดี เราอยากที่จะปฏิบัติ มีข้อนี้ เป็นต้น ถ้าเราสนใจพระพุทธศาสนา และปฏิบัติธรรมของพระพุทธศาสนา เริ่มสนใจก็เริ่มทำได้แล้ว เพราะว่าคนเราไม่อยากปฏิบัติ ขี้เกียจปฏิบัติ หรือไม่คิดอ่านที่จะปฏิบัติ ก็ย่อมไม่ได้ปฏิบัติ เมื่อไม่ได้ปฏิบัติแล้วความมืดก็ครอบคลุม เพราะว่าไม่ได้เปิดไฟ แต่ถ้าเราอยากขึ้นมา อยากและก็เห็นว่าศาสนานี้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ก็ย่อมเป็นการเปิดไฟ แม้จะริบหรี่ก็เป็นความสว่างให้เห็น อย่างเช่น เราเข้าไปในห้องที่มืดแล้ว เราก็ไม่รู้จักห้องนั้น ไม่ทราบว่าสวิทช์ไฟอยู่ที่ไหน เรามีไฟฉายแล้วก็เปิดไฟฉายอันริบหรี่นั้น หรือไม้ขีดไฟที่เป็นแสงสว่างไปหาสวิทช์ไฟ ถ้าเราไม่ไปหาสวิทช์ไฟ เราก็ไม่สามารถที่จะเปิดไฟที่อยู่ในห้องนั้น คือ มีหลอดไฟ มีสายไฟ มีสวิทช์ครบถ้วนในห้องนั้น เราไม่สามารถจะพบนอกจากบังเอิญ โดยบังเอิญเราไปแตะสวิทช์ไฟแล้วก็เปิดขึ้นมา แต่ว่าโดยมากก็ต้องทำ เมื่อหาได้แล้วด้วยไฟริบหรี่เรามีอยู่กับตัว ก็สามารถไปเปิดไฟได้ ไฟริบหรี่นี้คือ การสนใจเบื้องต้น เมื่อเราไปเปิดไฟได้แล้วก็จะสว่างขึ้นมา มันสว่าง ไฟที่อยู่ในห้องนั้นอาจจะไม่สว่างเต็มที่ อาจจะมีหลายแห่ง ก็เปิดไฟอันนั้น ก็มีความปิติยินดีแล้ว ก็เป็นอันว่า เราพอใจในการปฏิบัติเช่นนั้น คือเปิดสวิทช์ไฟมันมีความสว่างดี เปิดสว่างดีก็ย่อมมีความพอใจสบายใจ มีความร่าเริงใจ ความร่าเริงใจนี้ความสบายใจเบื้องต้นนี้ เป็นปัจจัยสำคัญของการปฏิบัติพุทธศาสนา ท่านเรียกว่า ฉันทะ คือ ความพอใจในการปฏิบัติ มีความพอใจในการค้นคว้า

          เมื่อมีความพอใจในการค้นคว้า เราก็ต้องค้นคว้าต่อไป ไม่ใช่พอใจเพียงแค่นั้น เพราะว่าความสว่าง ความดี ความสุข ความพอใจในการปฏิบัตินั้น ยังมีอีกมาก ก็ต้องเพียรที่จะปฏิบัติงานของพุทธศาสนา อันนี้ก็จะต้องมี วิริยะ

          วิริยะ สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก เมื่อเริ่มต้นแล้วต้องมีวิริยะ หมายความว่า ต้องเพียร ต้องมีความขยัน วิริยะ นี้คู่กับ ขันติ คือ ความอดทน บางทีเวลาเราทำงานอะไรก็ตาม ในทางโลกทางธรรมเราทำงานแล้วเหนื่อย เมื่อเหนื่อยก็ต้องมีความอดทนในความเหนื่อยนั้น ก็ต้องมีความเพียรที่จะปฏิบัติต่อไป ฉะนั้น พูดไปก็ต้องเห็นว่า ความเพียร กับ ความอดทน นั้น เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้งานใดๆ บรรลุผลได้ เมื่อมีความเพียรมีความอดทนแล้ว สิ่งอื่นก็มา แต่ในความเพียร ในความอดทนนี้ ก็ต้องมีการเอาใจใส่ เอาใจใส่นั้นคือ ติดตามอยู่ตลอดเวลาว่า งานของเราไปถึงไหน แล้วก็ไม่ควรจะเผลอ ต้องให้มีการดูติดตามไม่ฟุ้งซ่าน

          เมื่อปฏิบัติเช่นนั้นก็ยิ่งก้าวหน้าไปใหญ่ งานต่างๆ ก็จะมีความสำเร็จได้ ไม่ใช่งานทางพุทธศาสนาเท่านั้น งานอื่นๆ งานใดในโลก งานในหน้าที่ หรืองานในทางส่วนตัว งานทุกอย่างนั้น จะก้าวหน้าไปได้โดยดี จะไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะว่าราบรื่นได้ เพราะว่าแม้จะมีอุปสรรค อุปสรรคเหล่านั้นไม่ใช่อุปสรรคที่จะข้ามไม่ได้ ถ้ามีความเพียรความอดทนความเอาใจใส่

          การปฏิบัติงานจะต้องทบทวนอยู่เสมอ ดูให้ชัดว่างานที่เราทำไปมันไปถึงไหน งานนั้นไปในทางที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะบางทีถ้ามีความอดทน มีความเพียร และมีความเอาใจใส่ อาจจะเอาใจใส่อย่างไม่ถูกต้องนัก คือ เช่นเดียวกับการเดินทางไปที่ไหน สมัยนี้ต้องแล่นรถ เราก็แล่นรถไปตามทาง มีทางแยกไหน เราก็เห็นว่าทางนี้ถูกต้องแล้ว แต่ว่าแท้จริงเราเลี้ยวผิด อาจจะเป็นได้ เพราะว่าดูทางเป็นเช่นนั้น ก็จะต้องทบทวนอยู่ว่าทางนั้นถูกต้องหรือไม่

          อย่างเมื่อครั้งไปภาคอีสาน ดูในแผนที่ว่า หมู่บ้านแห่งหนึ่งอยู่ในแผนที่แล้ว เราก็เห็นว่า ทางที่ควรจะไปหมู่บ้านหนองแคร่นั้นอยู่ข้างทาง ซึ่งบนแผนที่เขียนว่าเป็นทางประ หมายความว่า จะเรียกว่าเป็นทางเกวียนก็ได้ หรือเป็นทางเดิน แต่ว่าเราทราบว่ามีทาง รพช. มาผ่านใกล้แถวนั้น และก็มีทางอีกทางหนึ่งที่จะเชื่อมกับทาง รพช. ได้ เราก็แล่นไปทางถนนใหญ่ๆ ถึงที่ๆ จะเลี้ยว เราก็บอกเลี้ยวซ้าย แล้วก็เลี้ยวซ้ายไป ไปในถนนที่เป็นทางประอีกแห่งหนึ่ง ให้ไปถึงทาง รพช. เมื่อถึงทาง รพช. แล้ว ในแผนที่เขียนไว้ว่าให้เลี้ยวซ้าย แล้วก็ตรงไป ลงจากทาง รพช. เขียนไว้อย่างนั้น แต่ว่าเราก็แล่นรถไป แล่นไปขึ้นทาง รพช. แล้ว ทาง รพช. นั้นเลี้ยว เลี้ยวก็ไม่มีทางแยกประการใดก็แล่นต่อไป ต่อไปข้ามสะพานไป ถึงบ้านอีกบ้านหนึ่ง เราก็ฉงนว่าบ้านนี้มันอยู่ที่ไหน แล้วก็ทิศทางที่เราไปนั้น ไปทางเหนือประมาณ 2 กิโลเมตร ซึ่งมันไม่ถูก แต่ว่าไม่รู้ตัว เพราะว่าไม่ได้ทบทวนตลอดทาง แต่ไปถึงนั้น เราก็ทราบว่า รู้สึกว่าต้องผิดแน่ จึงมาดูทิศทาง และแผนที่อีกที ก็เลยปรากฏว่า ต้องลงจากถนน รพช. ตรงที่ใกล้เลี้ยวนั่นเอง แล้วก็กลับหลังหัน กลับหลังหันประมาณ 2 กิโลเมตร แล่นมาถึงทางเลี้ยว ก็บอกว่าทางเลี้ยวตรงนั้น มีทางลงไป เลี้ยวขวาไปบ้านหนองแคร่ไม่มีทาง เราก็แล่นต่อไป ก็กลับเลี้ยวขวาลงไปตามทางที่เรามาแต่เดิม แล้วลงมาประมาณ 100 เมตร จึงเลี้ยวขวาอีกที แล้วก็ไปทางประนั้น ก็ไปถึงบ้านหนองแคร่ได้

          ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า เราต้องพิจารณาทุกฝีก้าวว่า ตรงเลี้ยวขวานั้น ความจริงยังไม่ถึงทาง รพช. มันเป็นเลี้ยวขวาที่อยู่ในแผนที่เดิม และก็ไปถึงหนองแคร่ได้ ถ้าตั้งแต่แรกมาพิจารณาดูชัดๆ ตลอด และคิดตามตลอดไป ก็จะไม่ต้องเสียเวลาไปต่อในทางที่ผิด แต่ถ้าเรามีความเพียร บอกว่ามีความเพียร อดทนกันไป ทางมันไกล แล้วไปตามทาง รพช. นั้น จะไปถึงไหน มันจะออกไปโน่น จะเข้าไปถึงถนนไปนครพนมไปเลย หมายความว่า ถ้าสมมติว่าเราเอาหัวชนฝา เราเพียร มีความอดทนแล่นรถไป 2 ชั่วโมง ไปถึงนครพนม มันจะมีประโยชน์อะไร มันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย แล้วก็จะเสียหาย เพราะว่า เราจะเหน็ดเหนื่อยเปล่า และก็เสียน้ำมันซึ่งแพงนักในสมัยนี้ เพราะไกลมาก หมายความว่า ถ้าเรามีความเพียร ความอดทน และความจ้องดูถนนที่แล่นไปนั้นเท่านั้นเอง ไม่มีการทบทวนเป็นระยะๆ ว่าเราไปถึงไหน เราก็ไม่สามารถที่จะไปถึงจุดหมายที่ถูกต้อง นอกจากจะบังเอิญ เพราะฉะนั้น ก็จะต้องประกอบด้วยสิ่งต่างๆ ดังนี้ได้ครบถ้วน ถึงจะดำเนินไปได้ด้วยดี

          ที่กล่าวมานี้ ก็เป็นทางที่จะให้ได้ปฏิบัติงานของธรรม หรือปฏิบัติพุทธศาสนาในทางที่เรียกว่า ปฏิบัติ เริ่มต้นตรงนี้อย่างนี้ และที่ว่านี้ก็จะเป็นประโยชน์สำหรับการปฏิบัติงานทุกอย่าง ไม่ใช่งานของการปฏิบัติธรรม เป็นประโยชน์สำหรับการปฏิบัติงานของตัว ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ทั้งผู้หญิง ทั้งผู้ชาย มีประโยชน์ทั้งนั้น ใครมีหน้าที่อะไร มีงานอะไร ถ้าทำตามหลักนี้ ก็มีความสำเร็จแน่ๆ บอกว่าแน่ ไม่ใช่อาจจะ เป็นสิ่งที่แน่ เพราะว่า จิตใจของเราจะได้ปฏิบัติในทางที่ถูก

          คราวนี้ก็ยังไม่ได้พูดถึงว่า พุทธศาสนานี้ ปฏิบัติที่ไหน ปฏิบัติอย่างไร  เพราะว่าคนที่ศึกษาพระพุทธศาสนา หรือมาตั้งเป็นพุทธสมาคม หรือเป็นกลุ่มศึกษาพุทธศาสนา บางทีก็ยังไม่ทราบว่า การปฏิบัตินั้นเริ่มที่ไหน เพราะที่พูดถึงวิธีการที่จะปฏิบัติได้นั้น ก็ไม่ได้บอกว่าเริ่มปฏิบัติตรงไหน นอกจากมาเปรียบเทียบว่า เข้าไปหาสวิทช์ไฟ เพื่อจะเปิดให้ความสว่าง และเมื่อมีความสว่างแล้ว ก็ดูทางได้ และไปดูทางที่จะทำให้สว่างยิ่งขึ้น และสวิทช์ไฟนั้นอยู่ที่ไหน คือ สวิทช์ไฟนั้น เราเอาแสงไฟเท่าที่ริบหรี่นั้นไปฉาย แล้วก็ไปเปิดสวิทช์ไฟ สวิทช์ไฟนี้คืออะไร เพราะว่า ท่านพูดอยู่เสมอว่า พระพุทธศาสนานั้น เมื่อได้ปัญญาก็มีความสว่าง เมื่อปฏิบัติธรรมก็ได้ปัญญา ได้แสงสว่าง  ปัญญานั้นก็ดูจะเป็นสวิทช์ไฟ แต่ถ้าดูๆ ไป ปัญญานี้ปัญญาอะไร ก็ปัญญาในธรรมนี้ ปัญญาในธรรมไม่ใช่สวิทช์ไฟนั้นจะพบอย่างไร แต่การที่จะบอกว่า สวิทช์ไฟคืออะไรนั้น ก็คือใจเรา ใจหรือจิต จิตหรือใจก็ได้ แล้วบางทีท่านก็เรียกว่าจิต บางท่านก็เรียกว่าใจ บางท่านก็บอกว่าจิตคือใจ บางท่านก็บอกว่าใจคือจิต บางท่านก็บอกว่าจิตไม่ใช่ใจ หรือบางท่านก็บอกว่าจิตคือเป็นอาการของใจ อาการของใจนี้แปลว่าอะไร ใจเป็นสิ่งที่เรามีทุกคน เป็นสิ่งที่เราไม่เห็น เป็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น แต่ว่าใจนี้จะเป็นผู้บงการการกระทำของเราทั้งหลาย จึงต้องพยายามดู แต่ถ้าใจนี้เราไม่ดูก็ไม่เห็น ถ้าดูด้วยตา ด้วยตาที่มองดูภูมิประเทศดูใครต่อใครนั้น ดูตึกดูอาคารนั้น ตานั้นจะไม่เห็น ท่านก็เรียกว่าตาใจ คือความรู้ ตาใจนั้นก็คือ เป็นสิ่งที่จะใช้สำหรับได้ปัญญา ได้เห็นแสงสว่างปัญญา

          คราวนี้เราก็เจอแล้ว่า ส่วนหนึ่งของสวิทช์ไฟ หรือส่วนหนึ่งของกลไก ที่จะทำให้มีความสว่างคือใจ ใจนี้เมื่ออยากทราบ ก็จะต้องปฏิบัติหลายอย่าง ตอนแรกเราจะไม่สนใจ เพราะว่า เมื่อเราดูไป เราก็เกิดความฟุ้งซ่าน เราเกิดความรู้สึกโลภ รู้สึกอาจจะโกรธด้วยซ้ำ จึงทำให้มีสิ่งที่มาปิดคือ ปิดในสิ่งที่ท่านเรียกว่า โมหะ คือความโง่ ความไม่รู้ หรือรู้ไม่จริง มันปิดบังใจ และปิดบังความจริง ฉะนั้น จะต้องหาทางที่จะเปิด เปิดม่านนั้น เมื่อเปิดม่านนั้น ก็จะต้องพยายามที่จะทำให้ใจนี้สงบ อันนี้ก็มาถึงเรียกว่า สมถะ หรือ สมาธิ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้น่ากลัวเท่าที่ว่า บางคนก็บอกว่า การนั่งสมาธินี้ ระวังดีๆ อาจจะเป็นบ้าก็ได้ อาจจะแย่ ลำบาก ไม่มีทางที่จะทำ น่ากลัว แต่ว่าสมาธินี้ก็ต้องเริ่มอย่างเบาๆ ก่อน คือว่าจะต้องมีความตั้งใจ ให้จิตใจนี้ไม่ไปเกาะเกี่ยวกับอะไรก็ตาม หมายความว่า จะต้องเริ่มต้นด้วยการปัดกวาดสิ่งที่เป็นม่าน หรือจะเป็นสิ่งที่คลุม ไม่ทำให้สงบได้ ไม่ทำให้เกิดความนิ่งแน่ได้

          การที่จะให้เกิดความสงบคือสมาธินี้ จึงต้องพยายามดูให้เห็นว่า อะไรมาปิดบัง เมื่อถอนสิ่งที่ปิดบังนั้น ทันใดก็ได้สมาธิ  โดยมากเราจะทำอะไร เราก็คิดถึงอะไรสารพัดไม่แน่ คือหมายความว่า เราไปติดเรื่องอื่น อย่างสมมติว่าเราจะเดินไปไหน ถ้าสมมติว่าเราลุกขึ้นยืน แล้วก็เราอยากออกจากห้องโถงนี้ เราไม่เห็นประตู เราไม่เห็นอะไร เราจะต้องถอนสิ่งที่อยู่ข้างหน้าตาเราก่อน หันไปในทางที่จะเป็นสิ่งที่เหมาะสมในการกระทำคือ ประตู สมมติว่าเราดูฝาผนัง หรือดูม่าน หรือดูเพดาน สิ่งเหล่านั้นมันปิดบัง มันไม่เห็นประตู เราก็จะต้องเอาจิตใจของเรา เอาออกไปจากฝาผนัง หรือออกจากเพดาน หรือออกจากม่าน เอาไปไว้ที่ประตู หมายความว่า ขั้นแรกเราต้องการประตู เราก็จะต้องทิ้งฝาผนัง หรือเพดาน หรือม่านที่เรากำลังดู หมายความว่า สิ่งที่กีดขวางไม่ให้สามารถที่จะได้เห็นสิ่งที่เราต้องการ ถ้าเราบอกว่าเราดูฝาผนัง ดูเพดานบ้าง ดูม่านบ้าง แล้วก็เราไม่มีทางที่จะดูประตู แต่ว่าถ้าเราตัดสินใจปั๊บว่า ตอนนี้ไม่ใช่ภาระของเราที่จะดูเพดาน ดูฝาผนัง หรือดูอะไร เป็นภาระที่จะไปหาประตู เราก็จะถอนออกมาจากสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ที่กำลังฟุ้งซ่านอยู่ ส่วนมากเราก็มีความชอบอะไร ก็เรียกว่า กามราคะ มีโทสะคือพยาบาท หรือบางทีก็ไม่ใช่โทสะ หรือราคะอะไร มีความฟุ้งซ่านแกว่งไกว ไปที่นั่นที่นี่ เดี๋ยวอันนี้ก็ไม่เอา อันโน้นก็ไม่เอา มันไม่มีทางที่จะมีความสงบ หรือบางที เราก็พยายามหาความสงบ เราไม่มีความเพียรพอ เรามันง่วง เรามันหาว บางทีเราก็เกิดมีสิ่งที่ทำให้ไม่สามารถ มันย่อหย่อน บางทีก็ไม่เชื่อว่ามีประตูด้วยซ้ำ ต้องปัดกวาดความลังเลสงสัยอะไรต่างๆ เหล่านี้ สิ่งที่ไม่ดีคือ สิ่งที่ทำให้ฟุ้งซ่าน ทำให้เราไม่สามารถที่จะทำใจให้นิ่งๆ เพราะว่ามีสิ่งที่มาปิดบังดังนี้ แต่ถ้าเราพยายามที่จะดูว่ามีสิ่งที่ปิด และก็บอกว่าเอาตอนนี้มันไม่ใช่เรื่อง ไม่ใช่เวลาที่จะเอาสิ่งมาปิดบัง ถอนปิดบัง เหล่านี้เราก็ได้สมาธิ ได้ทันทีเลย นี่เรียกว่า สมาธิ

          สมาธินั้นเราอาจจะได้เป็นเวลาเพียงครึ่งวินาที มันก็เป็นสมาธิแล้ว แต่ว่าเป็นสมาธิที่อ่อนมาก แต่ก็เป็นสมาธิข้อสำคัญที่จะต้องได้ อันนี้ให้เห็นว่าสมาธิคืออะไร  โดยมากคนเราเมื่อเป็นเด็ก เป็นนักเรียน ท่านก็สอน คือหมายความว่า ครูบาอาจารย์หรือพ่อแม่ ก็สอนให้ตั้งจิตตั้งใจเรียน ก็หมายความว่า ทำสมาธินั้นเอง แล้วเราก็เรียนว่า ถ้าเราตั้งใจในสิ่งนั้นๆ ให้ดีมันก็ทำได้ เรียกว่ามีสมาธิ เพราะว่า จิตเราไปเพ่งอยู่อันเดียว แต่คนเราถ้าไม่มีสมาธิเสียเลย หมายความว่า เป็นคนฟุ้งซ่านจริงๆ เป็นคนที่ไม่ได้เรื่อง จะเรียนอะไรไม่ได้ จะพูดก็ไม่ได้ ไม่มีทางอะไรเลย คือว่าขึ้นชื่อว่าเป็นคนไม่มีสมาธิ ไม่ใช่ว่าคนเรา เราเสียใจเหลือเกินว่า เรามันขาดสมาธิ ถ้าคิดว่าเราขาดสมาธิ เท่ากับเรามีสมาธิอยู่แล้ว เพราะรู้ว่ามีคำว่าสมาธิ เราได้เรียนรู้แล้ว ถ้าไม่มีสมาธิในตัวเลยหมายความว่า ไม่มีความดีเลยในตัว ก็ไม่สามารถที่แม้จะคิด จะมีคำว่าสมาธิ

                       ฉะนั้น จุดเริ่มต้นของการปฏิบัติธรรมอยู่ที่ตัวสมาธินี้ ซึ่งเรามีทุกคน มีแต่ว่าให้เห็นว่า นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติธรรม คือ จากสมาธิที่เรามีธรรมดาๆ ที่เมื่อเด็กๆ ครูบาอาจารย์พ่อแม่ได้สั่งสอนบอกว่าต้องตั้งใจ แต่นี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของสมาธิ เพราะเหตุว่า การที่จะปัดกวาดสิ่งที่ปิดกั้นสมาธิที่ท่านเรียกว่า นิวรณ์ การปิดกั้นนี้ เราจะเอาออก มันต้องมีสมาธิเพื่อให้มีสมาธิ อันนี้พวกเราที่อยากจะศึกษาสมาธิ และศึกษาการปฏิบัติธรรมติดอยู่ตรงนี้ เพราะเราไปหาอาจารย์ ท่านบอกว่าต้องทำสมาธิ มีนิวรณ์ 5 อย่างนั้นๆ มีสิ่งที่ปิดกั้น การที่จะทำให้สิ่งที่ปิดกั้นนั้นออก จะต้องตั้งใจ ต้องมีสมาธิเพื่อจะเอาเครื่องปิดกั้นนั้นออก เราก็งง โดยมากไม่มีที่ไหนที่จะสอนให้ทำสมาธิโดยได้บอกว่า ให้เอาเครื่องปิดกั้นนี้ออก บอกว่าต้องระงับนิวรณ์ทั้งสิ้น ก็หมายความว่า การระงับนิวรณ์นี้ต้องใช้อะไร ก็ต้องใช้สมาธิ จะทำอย่างไร ไก่มาก่อนไข่หรือไข่มาก่อนไก่ ความจริงใช้สมาธิระงับนิวรณ์ จริงๆ ท่านไม่ได้พูดผิด แต่ว่าเราไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าเราต้องการสมาธิ แล้วเราต้องใช้สมาธิ เพื่อระงับนิวรณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปิดกั้นสมาธิ เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ แต่ว่าถ้าเข้าใจแล้วว่า สมาธิเรามีอยู่ทุกคน มิฉะนั้น เราไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ถ้าเราไม่มีสมาธิ หรือไม่มีทุนเดิม เราไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีความฉลาดมาก หรือน้อยก็แล้วแต่ แต่ว่ามีความฉลาด มีความดี มีวาสนา ทุกคนมีมากหรือน้อย เท่านั้นเอง หรือดี หรือชั่ว เท่านั้นเอง แต่เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็เป็นสิ่งที่ประเสริฐยิ่งแล้ว เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เราทำสมาธิได้ เพราะเหตุว่าเราได้ทำมาแล้ว เราทำมาถึงเกิดมาเป็นมนุษย์  เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ก็มีความดีอยู่ในตัว  ความชั่วมี  แล้วก็โดยมากใครๆก็ว่า มนุษย์มีกิเลส  มีความชั่วเลวทรามต่างๆ ต้องขัดเกลา  เราก็หัวหดเลย  แต่ว่าความจริงไม่เป็นเช่นนั้น  คือความจริงทั้งหมดที่ครบถ้วนไม่เป็นเช่นนั้น  ความจริงเรามีความเลวทรามชั่วในตัวทุกคน  มากหรือน้อย  โดยมากก็มาก  และเรามีความดีทุกคนมากหรือน้อย  แต่โดยมากก็น้อย  อย่างไรก็ตามมีน้อยๆ นี่มันเป็นทุนเดิมทั้งนั้น  ไม่ใช่ว่าเราไม่มี  ทุกคนสามารถที่จะปฏิบัติงานของธรรมนี้ได้ทุก ๆ คน  ไม่เว้นสักคน  แต่ว่าจะต้องหาหรือขุดความดีที่เรามีเป็นทุนเดิมนี้ มาทำให้เกิดความดีเพิ่มขึ้น  ฉะนั้นก็ใช้สมาธิที่มีอยู่เดิม  อาจจะสมาธิแย่ ๆ ก็ได้  แต่ว่าเป็นสมาธิ  สมาธิมากระตุ้นทำให้เกิด สมาธิที่ดีขึ้น  ฉะนั้น สมาธิที่ดีขึ้นนั้นก็มีได้ทุกคน  ก็อาศัยความเพียร ความอดทน ที่อาจมีสมาธินี้  ก็เปรียบเทียบได้กับ ไฟฉายเล็ก ๆ หรือไม้ขีดไฟริบหรี่  ไฟริบหรี่นั้น ก็สามารถที่จะใช้ อันนี้สำหรับไปทำให้สมาธิใหญ่ขึ้น ดีขึ้น  อันนี้ก็เป็นการปฏิบัติธรรมเพื่อให้ได้สมาธิ

              สมาธินี้ถ้าเราเอามาใช้  คือสร้างสมาธิให้ดีขึ้นหน่อย แล้วเอามาใช้  ไม่ต้องทำสมาธิให้หนักแน่นมากนัก  แต่ว่าเป็นสมาธิที่ควบคุมได้  เราจะมาเห็นใจ เราทำสมาธิให้นิ่ง  จิตใจให้นิ่ง ก็จะมาเห็นใจของเรา  ใจจะไม่เป็นสิ่งที่ลึกลับ  ใจจะเป็นสิ่งที่เปิดเผย  คือเราเปิดเผยตัวเราเอง  ถ้ากลัวว่าคนอื่นจะมาเห็นใจเรา  จะมาทะลุ ทะลวง เข้ามาในใจเรา  ไม่ต้องกลัว  เราทะลุทะลวงเข้าในใจของตัวเราเอง  ดูใจนี้ก็จะเห็นได้  ต่อเมื่อใจนั้นได้รับ ที่เรียกว่า  อารมณ์  คือ สิ่งที่เราเห็นได้ด้วยตา  ได้ฟังด้วยหู เป็นต้น  เวลาเข้ามาแล้วเราจะเห็นว่าใจนี้  อันนี้พูดอย่างลับ  ใจนี้จะมีความรู้สึกอย่างไร  คือ ตัวใจนี้เป็นรูปร่างอย่างไร  ใจนี้จะชอบ  ชอบใจหรือไม่ชอบใจ  อันนี้ใช้สมาธิที่ทำให้ใจนี้นิ่งก่อน แล้วก็เมื่อมีอารมณ์  ซึ่งอารมณ์เข้ามาทุกเมื่อตลอดเวลา  อารมณ์เข้ามา เรากั้นอารมณ์นั้นไว้  เท่าที่ความสามารถด้วยการระงับนิวรณ์  ใจนั้นจะกระเพื่อม ถ้าเปรียบเทียบได้จะเห็น  จะเห็นในใจแต่ละคน  ถ้าคิดจริง ๆ ดูว่า  ใจนี้เป็นน้ำนิ่ง  สมมุติว่าเราเอาน้ำมาใส่ ไม่ต้องมาก  เอาน้ำมาใส่ชามอ่างก็ได้  กลับบ้านไปหาชามอ่าง เอาน้ำมาใส่ให้เต็ม  เอาชามอ่างนั้นมาวางไว้ แห่งหนึ่ง แล้วน้ำนั้นจะนิ่ง  ทิ้งไว้ให้นิ่ง สักครู่  คราวนี้เปรียบเทียบกับใจ  ใจหรือน้ำนิ่งนั้นแล้วเราก็ไปหาอะไรอย่างหนึ่ง จะเป็นก้อนกรวด หรือ จะเป็นอะไรก็ตาม โยนลงไป  น้ำนั้นเป็นอย่างไร  น้ำนั้นจะกระเพื่อม  หรือ ชามอ่างนั้นวางไว้ เราไปผลัก  น้ำจะเป็นอย่างไร  น้ำจะกระเพื่อม  เราจะเห็นน้ำกระเพื่อม  กระเพื่อมอย่างไร เราก็เห็น  ถ้าเราโยนอะไรเล็ก ๆ ลงไป  น้ำจะกระเพื่อมเหมือนเป็นคลื่นเล็ก ๆ เสร็จแล้วถ้าเราผลักเอา  มันจะกระเพื่อม ๆ ไป  อีกอย่างถ้าเราเอาน้ำใส่เต็มอ่าง  ชามอ่างนั้นอาจจะทำให้น้ำกระฉอกออกมา  หรือ ถ้าโยนอะไรที่ใหญ่ เราโยนลงไปน้ำต้องกระเซ็นออกมา  ทำให้โต๊ะ หรือ อะไรที่เราวางไว้เปียกหมด  ถ้าเราผลักน้ำก็อาจจะต้องหก  นี่แหละใจ  เราจะเห็นได้ว่า ใจของเรา เมื่อได้รับการกระทบอย่างไรก็ตาม ด้วยอารมณ์ใดก็ตาม  ใจนั้นจะกระเพื่อม  คือ ใจนั้นจะเหมือนน้ำ  ใจนั้นจะมีคลื่น  ใจนั้นจะทำให้มีความเคลื่อนไหว เราก็เห็นได้  ถ้าใจนั้นโดนอย่างแรง  ก็อาจจะหกอาจจะออกมา  หมายความว่า  สมมุติว่าเราอยู่เฉย ๆ  ใครเข้ามาตีหัว หรือ ต่อย เราก็โกรธ  แล้วก็ต่อยตอบไปเลย  นี่ใจมันหกออกมา เราก็ดู  ในการดูใจนี้ ก็เป็นการดูปฏิกิริยาของใจ คราวนี้ก็ได้ถึงเห็นใจแล้ว  ใจที่เคลื่อนไหว  เคลื่อนไหวต่าง ๆ  และก็ใจนี้ ทำให้เรามีความสุข มีความทุกข์  ใจนี้เอง เมื่อมีความสุข บางทีก็ลิงโลด ดีใจมาก  อาจจะทำให้เสียก็ได้  กระโดดโลดเต้น หกคะเมนลง ขาหักได้ เป็นสิ่งธรรมดา  คือ หมายความว่า แม้แต่มีความสุข ก็ทำให้มีความทุกข์ ต่อไปได้

              พุทธศาสนาศึกษาอะไร  ก็ศึกษาความทุกข์นี่เอง  ความทุกข์เป็นสิ่งที่คนไม่ชอบ จึงต้องการพ้นทุกข์  พ้นทุกข์สำหรับตัวเองแต่ละคน ๆ  แต่ว่าการให้พ้นทุกข์นี้ยากมาก  เพราะว่ามีความรู้สึกว่า ไม่เป็นทุกข์  มีความรู้สึกว่า เป็นสุข  อยากได้  อยากมีความสุข  แล้วก็ใครมาทำให้เราเป็นทุกข์ หรือ แม้แต่มีความสุข แต่หากน้อยลงไป  ก็ทำให้เราโกรธ  ทำให้เราไม่พอใจ  แล้วก็เดือดร้อน ฟุ้งซ่าน แล้วก็ไม่มีความสุข แล้วก็มีความทุกข์  ฉะนั้น  การศึกษา พระพุทธศาสนา ก็คือ  การศึกษาว่า  ทุกข์นี้มาจากไหน  ทำไมเราไม่ชอบความทุกข์  เราเป็นทุกข์ในทุกข์  เราก็จะต้องดูทุกข์นี้เป็นอะไร  ให้เข้าใจว่าเป็นอะไร  แล้วเราก็จะต้องเห็นว่า ทุกข์นี้มีเหตุผล  มีต้นเหตุ  เมื่อมีต้นเหตุแล้ว ก็ต้องดูว่า  เราระงับทุกข์ได้ตรงไหน  บอกว่ามีทุกข์ ต้องบรรเทาทุกข์  ความจริงทุกข์นั้น บรรเทาไม่ได้  ต้องปล่อยให้ไปตามเรื่องของมัน แล้วก็เสร็จ แล้วมันก็หายไป  เพราะว่ามีทุกข์  มันก็ไม่มี  มันก็หมดไปได้  สุขมี  สุขก็หมดไปได้

              เหตุนี้  การที่พระพุทธศาสนา หรือ พระพุทธเจ้าให้เราศึกษา  ก็คือ ศึกษาให้เห็นว่า ทุกข์นั้นมันมาจากไหน  ให้รู้ว่าทุกข์เป็นอย่างไร  เป็นอะไร  แล้วก็ทุกข์มาจากไหน  จะเห็นว่าทุกข์ ก็ต้องมีการไม่ทุกข์ก็ได้  เมื่อมีการไม่ทุกข์ ก็มีการหมดทุกข์ได้  มีการหมดทุกข์ได้แล้ว ก็เห็นได้ว่ามีทางจะหมดทุกข์  อันนี้ ท่านก็เรียกว่า  อริยสัจ

              ฉะนั้น  การศึกษาพุทธศาสนา ก็คือ การศึกษาอริยสัจ นั้นเอง  แต่ก่อนที่จะศึกษาอริยสัจ หรือ ได้ทราบอริยสัจ ก็ย่อมต้องดูกลไก ของการศึกษาพระพุทธศาสนา เข้าใจว่าจะต้องเริ่มจาก ที่ได้กล่าวเมื่อตะกี้นี้  คือ  จุดเริ่มต้น  คือ ดูใจด้วยเครื่องมือที่มี คือ  สมาธิ  แล้วก็ในการนี้ ในตอนต้นนั้น ก็ต้องมีความพอใจในการที่จะปฏิบัติ คือ ชอบใจ  มีฉันทะแล้วก็ความเพียรในการทำ มีความจดจ่อในการทำ มีความสำรวจในการทำ  คือ ได้ศึกษาอริยสัจ และเข้าใจในอริยสัจ  การศึกษาพระพุทธศาสนานี้ เป็นสิ่งที่ไม่ยาก ถ้าจิตใจจดจ่อ  ถ้ามีความตั้งใจจริง และมีความซึ่งเรียกกันทุกคนว่า  ความสุจริต  ทุกคนต้องสุจริต  ถ้าทุจริตแล้วไม่มีทาง  เพราะว่าไปในทางที่ผิดทุกครั้ง  ไปในทางที่คิดว่าดี คิดว่าสะดวก แต่ว่ามืดมนไปในทางที่ผิดทั้งนั้น  ฉะนั้นต้องมีความสุจริต  เวลาให้โอวาทกับใคร หรือ ท่านผู้ใหญ่ให้โอวาทกับผู้อื่น ก็ต้องพูดว่าขอให้ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต  วางตัวด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ทุจริต  อันนี้ก็เพื่อให้งานของส่วนราชการ หรือ ส่วนงานนั้น ดำเนินไปด้วยดี  เพราะว่า ถ้าทุจริตแล้วก็พัง  แต่ว่าการงานของ พระพุทธศาสนา เป็นการงานของแต่ละคน  เป็นส่วนตัวแท้ ๆ ก็ต้องทำด้วยความสุจริตเหมือนกัน  ถ้าไม่ทำด้วยความสุจริตแล้ว ตัวเองก็เท่ากับเอาก้อนหินมาถ่วงที่คอ แล้วโยนลงไปในนรก

              ได้พูดเมื่อ วันที่ 4  พูดถึงผี  อันนี้พูดถึงผี อาจจะไม่ค่อยเข้าใจกัน  นี่ขอพูดอีกสักนิดหนึ่ง  เป็นเรื่องที่ตอนนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติพุทธศาสนานัก  แต่เป็นสิ่งที่น่าจะเป็นความจริง  คือคนเราไม่เห็นพอว่า  เรามีกายและใจ  ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ ก็มีประโยชน์ทั้งนั้น  เราเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็เท่ากับได้มีใจนี้  คือ  ตัวเรามาประกอบกับกาย  ซึ่งเราก็นึกว่าเป็นตัวเราเหมือนกัน  แต่ว่ากายกับใจนี้ ก็สามารถที่จะนำมาใช้ มาทำงานทำการ มาประพฤติปฏิบัติตัวให้ดี  เพื่อความสุขความเจริญ ของกายหรือใจ หรือของกายและใจ  ฉะนั้นต่อไปเมื่อ กายและใจนี้แยกออกไปก็ว่าเป็นผี  เพราะว่ากายที่ไม่มีใจ  เขาก็เรียกว่าผี  ผีความจริงก็เรียกว่า ศพ  แต่เขาก็เรียกว่าผี  ผีเป็นสิ่งที่ไม่มีใครชอบ  โดยเฉพาะว่าเป็นกายที่ไม่มีใจแล้ว  เป็นสิ่งที่ไม่น่าปรารถนาเลย  เพราะว่าก็เป็นตามธรรมดา กายนี้เมื่อไม่มีใจอยู่แล้ว ก็ย่อมจะต้องสลายออกไปเป็นธาตุ แล้วก็เป็นผี  แต่ใจนั้น เวลาไม่มีกายแล้ว ก็เป็นผีเหมือนกัน คือว่า  ที่ว่าจิตวิญญาณ หรืออะไรก็ตามที่ตายแล้ว  แล้วก็เรียกว่าผี  บางทีผีมาหลอก  ก็แปลกเหมือนกัน ที่ว่าทำไมจึงมาหลอกได้

              ที่ว่าผีหลอกได้นั้น ก็เพราะเหตุว่า ผีนั้นหมายความว่า จิตวิญญาณนั้นยังยึดมาก  ยังยึดจนกระทั่งกำลังยึดนั้นกลับมา  เหมือนมายึดจิตใจของผู้ที่เห็นผี  มายึดได้ชั่วขณะ ก็ได้เห็นว่าเป็นผี  แต่ว่าผีนั้น ผีจะเป็นผีกายที่ไม่มีใจ หรือใจที่ไม่มีกาย  ผีนั้นไม่มีความสามารถที่จะประกอบความดี  ถ้าหากว่าแยกไปแล้ว ไม่สามารถจะประกอบความดี  ถ้าหากว่า เวลากายกับใจ ประกอบกันเป็นตัวบุคคล  โดยเฉพาะเป็นมนุษย์ สามารถจะประกอบความดี  แต่เมื่อประกอบกันแล้วก็ทำความดี  ผีนั้นก็เป็นผี ที่เรียกว่าเป็นผีดี  คือ เป็นผีที่มีคุณ  เป็นเทวดา  เป็นพรหม  คือ เป็นผีที่ให้คุณ และเป็นคุณกับตัว  ถ้าประกอบความไม่ดี  คือ ทุจริต ไม่ได้ทำอะไรที่เป็นสิ่งสร้างสรรค์ ก็เป็นผีไม่ได้  ก็เป็นเปรต เป็นอสูรกาย  ผีนั้น ความจริงก็ดูไม่มีกาย แต่ว่าอาจจะมาหลอกเราได้เช่นกัน  เพราะว่า มายึดกายเรา  มายึดตาเรา  มายึดหูเราได้  แต่ว่าผีนั้นที่เมื่อมีกายทำไม่ดี เป็นผีไม่ดีนั้น  เขาจะแก้อะไรไม่ได้เหมือนกัน  จะต้องทนทุกข์ทรมาน  จะทนทุกข์ทรมานได้อย่างไร  เมื่อไม่มีกาย  แต่ความที่เป็นผีนั่นเอง ก็เลยมีความยึด  นึกว่าตัวมีกายอย่างเช่นพวกเราเอง  ใจเรา เราก็นึกว่าตัวเรามีกาย  แต่แท้ที่จริงก็เป็นสิ่งที่ประกอบเป็นกอง ๆ เท่านั้นเอง  แต่ถ้าผีนั้นนึกว่าตัวมีกาย  ตัวมีกายแต่ว่าจะต้องทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส  อย่างเปรตหิวข้าวตลอดวัน ตลอดคืน ตลอดเวลา  การกินก็ต้องกินตลอดเวลา  แต่กินไม่ได้มันก็ทรมานอย่างยิ่ง  อย่างพวกเราเวลาไปไหน ๆ   หรือเวลาแม่ครัวไม่ได้ทำกับข้าวให้กิน  เราก็หิว  มันทรมาน  บางทีเราไปไหนไม่มีอาหาร  เราไม่มีอาหาร  ควรจะได้อาหารกลางวัน อาหารค่ำ  ไม่มี  เราหิวมันก็ทุกข์ทรมาน  ผีนั้นก็นึกว่าตัวมีกาย ก็ต้องการอาหาร  เมื่อกินไม่ได้อย่างเปรตที่ว่าปากเป็นรูเข็ม  ไม่สามารถจะกินอะไรมันหิว ทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง  นี่ก็เป็นทุกข์ที่ยังไม่มากนัก  อย่างอื่นยังมากกว่าอีก  เช่น  เอาอะไรมาเสียบแทงทะลุหัวจนถึงทวารหนัก ที่ท่านว่าอย่างนั้น  แทงด้วยเหล็กที่เป็นไฟ แล้วอาจจะลงกระทะทองแดง หรือ อะไรก็ตามนั่นน่ะเป็นความทุกข์ที่ผีมี  ที่ผีไม่ดีมี  เป็นความทุกข์อย่างแสนสาหัส แล้วก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องให้หมดเวรหมดกรรม  หมดเวร หมายความว่า หมดวาระเวลาที่จะหมดความทุกข์ทรมาน  แล้วก็สามารถที่จะไต่เต้าขึ้นมาเป็นคนอีก  ถ้าคนเช่นนั้นมา ก็หมายความว่า  เป็นคนที่ยังไม่ค่อยขัดเกลานัก  แต่ว่าขึ้นมาก็พอที่จะได้มาเป็นคน  บางคนเราเห็นว่าเป็นคนเลวทรามมาก เราก็ว่า ไอ้พวกสัตว์นรก  แต่ว่าเป็นคนขึ้นมา  เกิดจากเป็นสัตว์นรก ก็เพราะว่าพวกนี้ จิตใจยังเสื่อม  จิตใจยังไม่ได้ขัดเกลา  แต่พวกนี้ที่ขึ้นมาได้แล้ว  ก็สามารถที่จะมีสมาธิได้  และสามารถที่จะมีการขัดเกลา เรียนธรรมได้แน่นอน  ไม่ใช่ไม่มี

              เพราะฉะนั้น  ที่พูดถึงผีนี้  ไม่ใช่ที่จะชักชวนให้ท่านทั้งหลาย ได้สนใจเกี่ยวกับวิชาผี  ไม่ใช่อย่างนั้น  แต่ว่านึกถึงว่า แต่ละคนก็เป็นผี  ทุกคนเป็นผี  เป็นผีมาแล้ว และเป็นผีต่อไป  เมื่อเป็นผีแล้ว  ก็ได้ประกอบกรรมดีมาพอสมควร  ได้เกิดมาเป็นคนหรือมนุษย์  เราก็พยายามประกอบความดีขึ้น เพื่อให้เป็นผีดีต่อไป  แต่ต้องระวังเหมือนกัน  แม้จะเป็นผีดีแล้ว ไปหลงในความดี ความสบายของผีแล้ว ก็อาจจะตกนรกต่อไปได้มีเหมือนกัน  ฉะนั้นก็ต้องพยายาม ที่จะต้องพิจารณาระหว่างนี้ ที่เรามีกายกับใจประกอบกัน  ให้ดูกายให้ถูกต้อง ให้ดูใจให้ถูกต้อง  แล้วก็จะสามารถที่แม้จะเป็นผีก็เป็นผีที่ดีได้  แต่ว่าถ้าความปรารถนาสูงสุด คือ  ปรารถนาที่จะต้องให้หลุดพ้นจากการที่จะต้องเป็นผี  อย่างพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์สาวก  ท่านไม่ต้องเป็นผี  ท่านไม่ได้เป็นผี  ท่านหลุดพ้น  เรียกว่า พ้นไปได้ ต้องแยกกายกับใจ

              อย่างพวกเรา ๆ  ที่ยังไม่ได้ความหลุดพ้น  ถ้าหากว่าทำจิตใจให้ผ่องใสแล้ว ก็ได้เห็นจิตของเรา หรือใจของเรา  แล้วก็ดำเนินให้จิตใจของเราพยายามที่จะเว้นจากสิ่งที่ทำให้ตกต่ำ เป็นผีไม่ดี  พยายามทำอะไรที่จะทำให้ดีขึ้น  ดีขึ้นมากขึ้น จะเรียกว่าทำให้ผ่องใสขึ้น ทำให้มีความสุขขึ้น  ให้ทำอะไรที่สุจริต  ก็จะเป็นผีดี คือ เทวดา และการเป็นเทวดา เท่ากับได้มีเวลาปพักผ่อนในที่ ๆ สบาย แล้วก็ต่อไปก็สามารถที่จะกลับมารับราชการโลกต่อ  เป็นคนที่จะเป็นมนุษย์ที่ดี  แล้วก็ขัดเกลาไป ขัดเกลามา ก็สามารถที่จะเป็นผู้ที่หลุดพ้น

              อันนี้ก็เป็นความปรารถนาของพุทธศาสนา

              พูดมานานก็เพราะว่า  พุทธศาสนานี้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องสนใจ  เป็นสิ่งที่ทุกคนจะได้ประโยชน์ถ้าเข้าในทางที่ถูก  และเป็นสิ่งที่ไม่ยากที่จะปฏิบัติ  พูดว่าไม่ยากในการปฏิบัติ ไม่น่าที่จะพูดนาน  ถ้าเป็นสิ่งที่ง่าย ๆ  แต่ว่าจะง่ายถ้าตั้งจิตให้ถูกที่ถูกทาง ด้วยความเพียร  และด้วยความจดจ่อ  ด้วยความรู้รอบคอบ คือ การสำรวจให้ดี ก็จะเป็นสิ่งที่ไม่ยาก  ถ้าได้พูดให้ยาวก็เพราะว่า  สิ่งที่ง่ายนี้ ทุกคนอาจจะยังไม่เห็นหรือเห็นยาก  เห็นยากในสิ่งที่ง่ายจึงต้องพูดยาว  แต่ถ้าทุกคนเห็นสิ่งที่ง่ายแล้วก็ไม่ต้องพูดยาว  ถ้าสมมุติว่า ทุกคนเห็นว่าง่ายจริง ๆ  หมายความว่า  เห็นส่วนที่ง่าย  จะพูดได้สั้นมาก  คือ ท่านทั้งหลายขอให้มีความเพียรในการปฏิบัติจิตที่ถูกต้องที่ดี  อันนี้ก็หมด พูดแค่นี้ก็พอ  ไม่ต้องพูดอื่น  หรือแม้จะบอกว่า ถ้าพูดอย่างนี้ก็ยังยาว  ถ้าท่านทั้งหลายมาแล้วก็รู้ว่า ทุกคนรู้ว่าง่ายแล้วรู้จริง  ไม่ใช่รู้เก๋ ๆ เฉย ๆ  รู้จริงว่าง่าย  ซึ่งง่าย บอกว่าสวัสดีเท่านั้นเองก็พอ  ไม่ต้องมานั่ง มายืนให้เมื่อย ไม่ต้องมาพูดให้คอแห้งเปล่า ๆ  ก็เพียงสวัสดี  เพียงว่าปฏิบัติดีชอบก็พอ  แต่มันยากที่ว่าไม่เห็นว่าง่าย  ฉะนั้นในที่นี้ ก็พูดเกินไป พูดมากไป ก็จะเป็นอันตรายเหมือนกัน  เพราะว่า อาจจะมีคนคัดค้านก็ได้ในคำพูดที่พูดออกไป  ซึ่งอาจจะดูเหมือนว่าเป็นทฤษฎี  ความจริงไม่ใช่ทฤษฎีแหวกแนวอะไร  เป็นส่วนหนึ่งของการสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแท้ ๆ ไม่ใช่สิ่งที่คิดค้นขึ้นมา โดยไม่มีหลักฐาน

              ถ้าท่านทั้งหลายมาวันนี้มาให้พร  คือ ตามที่บอกว่าเป็นทางการว่า มาให้พร  ในโอกาสวันเกิดที่ผ่านมาแล้วเมื่อเร็ว ๆ นี้  ท่านมาที่นี่  แล้วท่านก็ต้องนั่งอยู่นาน แต่ก็ขอขอบใจที่ท่านมาด้วย ความปรารถนาดี  และดีใจมากถ้าทุกคนที่อยู่ในกลุ่มสมาคม หรือ ชมรม หรือ ชุมนุม ที่จะศึกษาพุทธศาสนา จะไปคิดทบทวนหน้าที่ของกลุ่มต่าง ๆ ดังกล่าวมานี้  และ หน้าที่ของแต่ละคนที่ว่า  ไม่ใช่ว่าจะบอกว่าจะเผยแพร่พระพุทธศาสนา  สั่งสอนพระพุทธศาสนา  ส่งเสริมพระพุทธศาสนา ขอให้ได้ไปปฏิบัติแต่ละคน  ในจิตใจของแต่ละคน  และทุกคนจะเป็นศาสนาใดก็ตาม ในประเทศไทย  และจะเป็นศาสนาใดก็ตาม ชาติใด  ก็จะได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติของท่าน คือว่าเป็นประโยชน์ผู้อื่น  ในการปฏิบัติประโยชน์ของตน  ฉะนั้น  ถ้าทุกคนได้ปฏิบัติประโยชน์ของตนอย่างแท้จริง  อย่างจริง ๆ ไม่ใช่เบี่ยงบ่ายไปในทางทุจริต  ทำจริง ๆ ในประโยชน์ของตน  ของธรรมของตัว  หรือ ของโลกของตัว  เป็นอันว่าได้ประโยชน์แล้ว สำหรับทุกคนในโลก  อาจจะมีประโยชน์สำหรับผี ทั้งผีดีไม่ดี  ถ้าเราทำดีแล้ว เป็นประโยชน์สำหรับทุกคน ทุกคนที่มีอยู่ในโลก หรือโลกอื่น  เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นทั้งหมด  เพราะว่าแผ่ความดี แผ่รัศมี  เช่นเดียวกับที่เราว่า พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้  ท่านตรัสรู้แล้วก็แผ่รัศมีออกมา เราได้รับทั้งนั้น  แม้จะเป็นคนที่ไม่ใช่พุทธศาสนา ก็ได้รับประโยชน์ของการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

              อันนี้ก็เพียงแต่ต่อท้ายนิดหนึ่งว่า  ที่ท่านมาให้พร ก็เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของท่าน  ที่ท่านมาบอกว่า ให้บารมีปกเกล้า  ท่านก็ต้องเป็นผู้ทำ  ถ้าผู้ทำเองได้ดี แล้วก็ดี  มาให้พรก็เห็นว่า ถ้าท่านทำตนเองให้ดี ก็เป็นการให้พร  เพราะฉะนั้น จะว่าขอขอบใจก็ไม่เชิง  แทนจะบอกขอขอบใจ  ก็ควรจะบอกว่าดีใจ  ดีใจที่ท่านมาให้พร  เพราะหมายความว่า ท่านตั้งจิตใจให้ดี แล้วพรนี้ก็จะแผ่ออกมา  แผ่ออกไปทั่วทั้งหมด

              นี่ถ้าพูดต่อไป ก็อาจจะต้องพูดถึงแผ่เมตตาโดยไม่มีประมาณ  ถ้าทำดี  ศึกษาดี  ปฏิบัติดี  สงเคราะห์ดี  ก็เป็นการแผ่เมตตาจนไม่มีประมาณ  อันนี้ก็เป็นหัวข้อต่อไป  คราวนี้พูดแค่นี้ แล้วมันก็รู้สึกว่ามากเกินไป  ก็ถึงขอลาแล้ว  ขอขอบใจท่านทั้งหลายที่มาชุมนุมกัน


รายชื่อหนังสือธรรมะภาษาไทย | หน้าภาษาอังกฤษ | หน้าภาษาไทย | รายการหนังสือธรรมจักษุ | รายชื่อหนังสือธรรมะภาษาอังกฤษ
| สิ่งพิมพ์ภาษาไทย | ประวัติมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยฯ

E-mail : books@mahamakuta.inet.co.th
มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์
241 ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200
โทร. (66) 02-6291417 ต่อ 106 , 2811085  Fax. (66) 02-6294015