ประวัติมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์
ประวัติมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย หัวข้อที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 หน้าแรก หัวข้อก่อนหน้า หัวข้อต่อไป
กำเนิดมหามกุฏฯ
และการวางรากฐาน
มหามกุฏราชวิทยาลัย
ในพระบรมราชูปถัมภ์
เป็นสถาบันการศึกษาที่จัดตั้งขึ้นโดยพระบรมราชานุญาตใน
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 1
ตุลาคม ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436)
ซึ่งตรงกับวันสวรรคตของ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 4
และได้พระราชทานนามว่า มหามกุฏราชวิทยาลัย
เพื่อถวายเป็นพระบรมราชานุสรณ์
เฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ผู้ทรงเป็นปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญพระองค์หนึ่งของไทย
บุคคลสำคัญที่ก่อให้เกิดการจัดตั้งมหามกุฏราชวิทยาลัยขึ้น
ก็คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า
กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
ผู้ทรงเป็นปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญอีกพระองค์หนึ่ง
ของไทยการศึกษาของไทยก่อนที่จะมีการจัดตั้งมหามกุฏราชวิทยาลัยนั้น
ยังเป็นไปอย่างโบราณกล่าวคือ
การศึกษาของพระภิกษุสามเณรก็มีแต่การศึกษาภาษาบาลี
ที่เรียกว่า
การเรียนพระปริยัติธรรมอย่างเดียว
ซึ่งองค์พระมหา
กษัตริย์ทรงรับเป็นพระราชภาระจัดการเป็นพระราชประเพณีสืบมาแต่โบราณ
สองสามปีจึงมีการจัดสอบครั้งหนึ่ง
เรียกว่าไล่หนังสือ
โดยวิธีที่ผู้เข้าสอบแปลปากเปล่าให้กรรมการฟัง
ผู้ที่สอบได้ก็ทรงตั้งเป็นเปรียญซึ่งสมัยโบราณมี
3 ชั้น เรียกว่า บาเรียนตรี
บาเรียนโท บาเรียนเอก
มาในสมัยรัชกาลที่ ๒
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ปรับปรุงเป็น
9 ชั้น เรียกชื่อตามประโยคคือ
ประโยค ๓ ประโยค ๔ เป็นต้น
ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
การเล่าเรียนของพระภิกษุ
สามเณรก็ยังคงเป็นไปแบบโบราณดังกล่าวข้างต้น
กระทั่งถึงรัชกาลที่ 5
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้โปรดให้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดมหาธาตุแล้วจึงโปรดให้ย้ายที่บอกพระปริยัติธรรมหรือที่สอนหนังสือ
พระภิกษุสามเณรจากวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ในพระบรมมหาราชวัง
มาตั้งที่วัดมหาธาตุ
เรียกว่า มหาธาตุวิทยาลัย
นับเป็นวิทยาลัย
แห่งแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
แต่การเล่าเรียนของพระภิกษุสามเณรก็ยังคงเรียนเฉพาะภาษาบาลี
อย่างเดียว เหมือนเดิม
สำหรับการศึกษาของกุลบุตรนั้น
ก็ยังไม่แพร่หลายไปสู่ประชาชนทั่วไป
ที่เป็นโรงเรียนหลวง ็มีอยู่
เฉพาะในกรุงเทพฯ
เป็นบางแห่งเท่านั้น
และที่สอนกันอยู่ตามวัดต่างๆ
ก็ยังไม่มีระเบียบแบบแผนอย่างเป็นระบบ
สอนกันไปเท่าที่จะสอนกันได้
ซึ่งส่วนใหญ่ก็สอนกันพออ่านออกเขียนได
้ ฉะนั้น ความรู้ในด้านต่างๆ
ทั้งในฝ่าย
อาณาจักรและฝ่ายพุทธจักรจึงไม่พอเพียงแก่การใช้ในราชการและพัฒนาชาติบ้านเมืองให้ทันกาล
ด้วยเหตุดังกล่าว มานี้
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า
กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงพระอิสริยยศ
เป็นพระเจ้าน้องยาเธอ
กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส
เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต
จึงได้ทรงพระดำริที่จะพัฒนาการศึกษาของพระภิกษุสามเณรให้ทันสมัย
โดยทรงทดลองใช้กับพระภิกษุสามเณรวัดบวรนิเวศวิหารมาก่อนเป็นเวลา
๑ ปี
ทรงเห็นว่าพระภิกษุสามเณรควรจะได้ศึกษาทั้งความรู้ทาง
พระศาสนาและความรู้อื่นๆ
ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตอยู่ในสังคม
ซึ่งทรง เรียกว่า
วิทยาสำหรับบุรุษเพราะความรู้ดังกล่าว
แม้จะไม่เป็นประโยชน์ต่อพระศาสนาโดยตรง
แต่ก็จะเป็น
ประโยชน์ต่อบ้านเมือง
นอกจากนั้นยังทรงเห็นว่าควรจะได้มีการจัดพิมพ์ตำราและจัด
อุปกรณ์ต่างๆ สำหรับประกอบ
การเล่าเรียนให้แก่โรงเรียนด้วย
ปรากฏว่าเจ้าพระยาภาสกรวงศ์
เสนาบดีกระทรวงธรรมการ
เห็นว่าการเล่าเรียน
แบบใหม่นี้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ
แม้ว่าจะได้จัดขึ้นเพียงปีเดียว
จึงได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลขอพระราชทานจัดการ
เล่าเรียนแบบใหม่นี้ให้เป็นทางราชการต่อไป
พระเถรานุเถระคณะธรรมยุตได้ทำพิธีเปิดมหามกุฏราชวิทยาลัย
เป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 1
ตุลาคม ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436)
อันเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เสด็จดำรงราชสมบัติมาครบ 25 ปี
บริบูรณ์
และเป็นวันที่ตรงกับ
วันเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พร้อมกับเปิดโรงเรียน
สาขาของวิทยาลัยอีก 5 แห่ง
ในวันเดียวกันนี้ด้วย
ในการจัดตั้งมหามกุฏราชวิทยาลัยขึ้นนั้น
สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ
ได้ทรงวางวัตถุประสงค์ไว้ 3
ประการคือ 1.เพื่อเป็นสถานศึกษาพระปริยัติธรรมของพระสงฆ์ธรรมยุกติกนิกาย
2.
เพื่อเป็นสถานที่ศึกษาวิทยา
ซึ่งเป็นของชาติภูมิและต่างประเทศแห่งกุลบุตร
3.
เพื่อเป็นสถานที่จัดการสั่งสอนพระพุทธศาสนา
ความเป็นไปของมหามกุฏราชวิทยาลัยฯ
ในระยะแรก
เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทั้ง
3 ประการ
สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ
ทรงจัดการศึกษาในมหามกุฏฯ
เป็น 2 ส่วน คือ
ส่วนที่หนึ่ง
จัดตั้งโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรมแก่ภิกษุสามเณรตามหลักสูตรแบบใหม่ขึ้นตามพระอาราม
หลวงในคณะธรรมยุตทั้งในกรุงเทพฯ
และต่างจังหวัด
โดยทรงจัดหลักสูตรพระปริยัติธรรมขึ้นใหม่เป็น
6 ชั้น เพื่อให้
ผู้เรียนมีความรู้ภาษามคธดี
และเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ในทางพระศาสนาดี
และความรู้ในทางพระศาสนานั้นย่อมมี
ความรู้เรื่องพระวินัยเป็นสำคัญ
เพราะฉะนั้น
หลักสูตรแบบใหม่จึงเน้นในเรื่องการศึกษา
พระวินัยปิฎก ส่วนการ
ศึกษาพระสุตตันตปิฎกและพระอภิธรรมปิฎกนั้น
ถือว่าเป็นส่วนประกอบ
หลังจากจัดการศึกษาตามหลักสูตรใหม่ได้
2 ปี
เห็นว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี
จึงได้จัดหลักสูตรที่เรียกว่า
ชั้นพิเศษเพิ่มเติมขึ้นอีก
แต่ไม่บังคับให้นักเรียนทุกคนต้องเรียน
ส่วนที่สอง
จัดตั้งโรงเรียนหนังสือไทย
สำหรับสอนเด็กวัดและเด็กบ้านขึ้น
ควบ
คู่กับโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่ตั้งขึ้นในพระอารามนั้นๆ
ซึ่งนับเป็นการดำเนินตามวัตถุประสงค์ข้อที่
2 ของมหามกุฏ ฯ
โดยตั้งขึ้นในปีที่ 2
แห่งการตั้งมหามกุฏฯ
ใช้หลักสูตรของกรมศึกษาธิการ
ซึ่งแบ่งเป็น 2 ชั้น เรียกว่า
โรงเรียนมูล สามัญชั้นต่ำ
สอนเพียงอ่าน เขียน และคิดเลข
บวก ลบ คูณ หาร เป็นต้น
และโรงเรียนมูลสามัญชั้นสูง
สอนเขียน อ่าน แต่งข้อความ
ไวยากรณ์ คิดเลข
พระราชพงศาวดาร ภูมิศาสตร์
ธรรมจริยา
วิทยาการตามแบบเรียนเป็นต้น
ในการจัดตั้งโรงเรียนหนังสือไทยนี้
สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ
ทรงให้จัดทำบัญชีเด็กวัดกับอาจารย์ของเด็ก
และให้ ใช้ธรรมเนียมเดิม คือ
ให้วัดเป็นผู้ดูแลเพราะ
จะทำให้จัดได้ทั่วไป
และทำให้มีผลดีคือ
1. คนทั้งปวงจะได้เห็นว่า
พระไม่อยู่เปล่า
ทำธุระฝึกสอนอยู่เสมอ
2. จะเป็นสง่าแก่บ้านเมือง
ว่ามีคนเล่าเรียนมากเหมือนกัน
3. เมื่อจัดการขึ้นแล้ว
ก็จำจะต้องมีการตรวจสอบความรู้ว่า
วันไหนสอนได้ถึงไหน
จะได้จัดระเบียบให้เรียบร้อย
4. เมื่อจัดระเบียบแล้ว
ผู้ใหญ่จะได้ทราบได้ว่าเด็กเรียนสิ้นความรู้อาจารย์แล้ว
จะได้นำไปฝากที่อื่นไม่เสียเวลาเปล่า
5. พระผู้เป็นอาจารย์ก็ดี
เจ้าอาวาสก็ดี
ไม่ประสงค์จะให้เด็กออกจากตน
หรือออกจากวัด
ก็ต้องปรับปรุงความรู้ขึ้น
6.
เจ้าอาวาสซึ่งเป็นผู้จัดการ
จะมีช่องเข้าประชุมเกี่ยวกับการเล่าเรียน
7.
เมื่อเด็กนักเรียนโตขึ้นถึงกำหนดอุปสมบท
ก็คงอุปสมบทที่วัดที่ตนเคยอยู่นั้นเอง
วัดจะได้ไม่ร่วงโรย
กรรมการมหามกุฏฯ
ได้ประชุมและตกลงตั้งหลักสูตรและแบบสอบไล่หนังสือไทยของมหามกุฏฯ
ขึ้นเมื่อวัน ที่ 16 พฤศจิกายน
ร.ศ. 115 (พ.ศ. ๒๔๓๙) ชั้นต่ำ
ให้อ่านหนังสือพุทธานุพุทธประวัติ
ให้เขียนตามคำบอก
ให้เติมเลขบวก ลบ คูณ หาร
ชั้นกลางให้เขียนตามคำบอก
จากหนังสือพระราชพงศาวดาร
ให้เรียงความในสุภาษิตที่
เป็นคติโลก ให้ทำเลขบัญญัติไตรยางค์
ชั้นสูง
ให้ย่อความในพระราชพงศาวดาร
ให้แก้คำผิดในพระราชพงศาวดาร
และให้ทำเลขเศษส่วน
จะเห็นได้ว่าพระราชดำริในการจัดการเล่าเรียนของศิษย์วัดที่ปรากฏออกมาในรูปของโรง
เรียนหนังสือไทยของมหามกุฏฯ
นี้ วัตถุประสงค์สำคัญ
เพื่อช่วยขยายการศึกษาของกุลบุตรในขั้นประถมออกไปให้ทั่วถึง
โดยใช้วัดซึ่งมีลักษณะเป็นโรงเรียนกลายๆ
อยู่แล้วเป็นฐาน
และใช้มหามกุฏฯ
เป็นผู้ดำเนินการในทางวิชาการ
จึงกล่าวได้ว่า
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า
กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
เป็นพระองค์แรกที่ทรงพระดำริที่จะขยายการ
ศึกษาไปสู่พลเมืองให้ทั่วถึงทั้งประเทศ
คือเริ่มจากเด็กวัด
แล้วขยายไปหาเด็กบ้าน
ใช้วัดเป็นโรงเรียนไปพลางๆก่อนโดยใช้พระเป็นครูสอนในเบื้องต้น
อีก 3 ปีต่อมา คือ พ.ศ. 2441
ทางราชการจึงดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจังโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้จัดการเล่าเรียน
ในหัวเมืองตลอดราชอาณาจักร
โดยทรง
อาราธนาสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ
ขณะเมื่อดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส
ให้ทรงรับภาระอัน สำคัญนี้
เพราะทรงเห็นด้วยกับวิธีการดำเนินการตามพระดำริของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ
ดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง
เพราะเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่จะทำให้สามารถขยายโรงเรียนไปได้ทั่วพระราชอาณาจักรตามพระราชประสงค์ในชั่ว
เวลาอันสั้น
โดยไม่ต้องเปลืองงบประมาณแผ่นดิน
ทั้งไม่ขัดต่อประเพณีนิยมของพลเมืองด้วย
ถึง พ.ศ. 2458
สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ
ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตพระบาทสมเด็จพระมงกุฎ
เกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6
รวมวัดรังษีสุทธาวาสซึ่งอยู่ติดกับวัดบวรนิเวศวิหารด้านตะวันออกเข้ากับวัดบวรนิเวศ
วิหาร เพื่อปรับปรุงวัดรังษีที่ร่วงโรยอยู่นั้นให้ดีขึ้น
และเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับทรงขยายและปรับปรุงการศึกษา
ของมหามกุฏฯ
ทั้งด้านพระปริยัติธรรม
และด้านโรงเรียนภาษาไทยให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
เช่น
ให้มีการสอนภาษาต่างประเทศ
การคำนวณชั้นสูง
สอนฟิสิกส์อย่างสามัญ สอนเคมิตรี
และมิแกนิกส์ เป็นต้น
และทรงพระดำริให้นักเรียนเป็นนักเรียนประจำ
พร้อมทั้งมีกิจกรรมนอกหลักสูตรอื่นๆ
อีกมาก
การปรับปรุงการศึกษาครั้งนี้
นับเป็นการปรับปรุงการ
ศึกษาของมหามกุฏฯ ครั้งสำคัญ.
ประวัติมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย หัวข้อที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 หน้าแรก หัวข้อก่อนหน้า หัวข้อต่อไป
หน้าแรก | หน้าอังกฤษ | หน้าภาษาไทย | รายการหนังสือธรรมจักษุ | รายชื่อหนังสือธรรมะภาษาอังกฤษ | รายชื่อหนังสือธรรมะภาษาไทย
books@mahamakuta.inet.co.th
มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย
ในพระบรมราชูปถัมภ์
241 ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ
เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200
โทร. (66) 02-6291417 , 2811085 Fax. (66) 02-6294015
![]()